ดูแลเท้าแบบเบาหวาน

ดูแลเท้า

ดูแลเท้าแบบเบาหวาน

ไม่ว่าจะเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 หรือชนิดที่ 2 การดูแลเท้าเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญ ปัญหาเท้าเล็ก ๆ อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่จนกลายเป็นการติดเชื้อ ปัญหาเรื่องเท้าที่มักพบบ่อยคือ โรคเส้นประสาทถูกทำลาย หรือปลายประสาทอักเสบ คือโรคที่มีการทำลายของเส้นประสาทบริเวณเท้า มีอาการชา ปวดแสบปวดร้อน เหมือนมีอะไรทิ่มตำอยู่ตลอดเวลา กล้ามเนื้อเกิดภาวะอ่อนแรง สูญเสียความรู้สึกเมื่อเลือดไหลเวียนไม่ดี รูปเท้าหรือหัวแม่เท้ามีการเปลี่ยนแปลงอาจก่อให้เกิดปัญหา โดยเฉพาะเวลาที่ปล่อยให้น้ำตาลในเลือดสูงนาน ๆ คุมระดับน้ำตาลไม่ได้

ทำไมการดูแลเท้าถึงสำคัญ

การควบคุมระดับน้ำตาลให้เป็นไปตามเป้าหมายและรักษาสุขภาพให้แข็งแรงช่วยลดความเสี่ยงลงได้ รวมถึง

  • ตรวจเท้าและสุขภาพร่างกาย เช่น ค่าน้ำตาลสะสม (A1C) ความดันโลหิต และคอเลสเตอรอลเป็นประจำ
  • ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดทุกวัน
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • รับประทานอาหารที่ดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย เลือกทานไขมันดี

วิธีดูแลเท้า

  • ตรวจเท้าทุกวัน ดูว่ามีรอยแผล บวม แดง หรือปัญหาเรื่องเล็บหรือไม่ ถ้ามีปัญหาตามที่กล่าวมาให้ปรึกษาแพทย์
  • ล้างเท้าหรือแช่เท้าในน้ำอุ่นที่ไม่ร้อนจนเกินไป ทำความสะอาดเท้าทุกวัน
  • นุ่มนวลกับเท้า ใช้ฟองน้ำนิ่ม ๆ ถูเบา ๆ บริเวณเท้าให้สะอาดด้วยครีมอาบน้ำเด็ก ซับให้แห้งสนิทด้วยผ้าสะอาด หลีกเลี่ยงการขัดถูแรง ๆ ด้วยแปรงแข็ง
  • ทามอยซ์เจอร์หรือผลิตภัณฑ์ดูแลเท้าโดยเฉพาะเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับเท้า โดยเว้นบริเวณง่ามนิ้ว ซึ่งอาจอับชื้นจนเกิดเชื้อราได้
  • ตัดเล็บอย่างระวัง ควรตัดเล็บเป็นแนวตรงและใช้ตะไบเล็บเพื่อไม่ให้เล็บคม ไม่ควรตัดจนสั้นเกินไป
  • อย่าตัดหนังเท้าหรือส้นเท้าที่แตก รีบปรึกษาแพทย์ถ้าคุณมีเล็บขบ
  • สวมถุงเท้าแห้ง สะอาด เปลี่ยนทุกวัน ไม่ควรใส่ถุงเท้าที่รัดข้อเท้าแน่นเกินไป
  • ใช้ถุงเท้าที่ออกแบบมาเพื่อผู้ป่วยเบาหวานโดยเฉพาะ ถุงเท้าเบาหวานถูกออกแบบมาให้นุ่มพิเศษ ยืดหยุ่นสูง ไม่มียางยืดรัดบริเวณข้อเท้า ความยาวถุงเท้าสูงเหนือตาตุ่ม ทำจากเส้นใยเฉพาะ ไม่อมเหงื่อ
  • สวมถุงเท้าก่อนนอนเพื่อให้เท้าอุ่น
  • เขย่ารองเท้าก่อนใส่ทุกครั้ง เพื่อป้องกันเศษกรวดหรือหินในรองเท้า
  • สวมถุงเท้าและรองเท้าทุกครั้ง อย่าปล่อยให้เท้าเปียก อับชื้น
  • รักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ให้มากที่สุด
  • งดสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่มีผลต่อระบบไหลเวียนเลือด

ควรพบแพทย์เมื่อพบปัญหาต่อไปนี้

  • สีของเท้าเปลี่ยน
  • เท้าเย็นจัดหรือร้อนจัด
  • เท้าหรือข้อเท้าบวม
  • ปวดขา
  • มีแผล เริม ตุ่มที่เท้าหายช้าและมีหนอง
  • เล็บขบหรือเล็บเท้าติดเชื้อจากเชื้อรา
  • มีตาปลาหรือหนังด้าน
  • ส้นเท้าแตก
  • กลิ่นเท้าเหม็นผิดปกติและไม่ยอมหาย

ภาวะแทรกซ้อนจากปัญหาเท้า

  1. การติดเชื้อที่ผิวหนังและกระดูก บาดแผลเล็ก ๆ อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่จนเกิดอาการติดเชื้อ เส้นประสาทเสียหาย รวมไปถึงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ส่วนใหญ่รักษาด้วยยาปฏิชีวนะ หากมีอาการรุนแรงต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล
  2. ฝี เกิดการติดเชื้อลึกเข้าไปในกระดูกและเนื้อเยื่อจนเกิดถุงหนอง เรียกว่า ฝี ปกติแล้วแก้ไขด้วยการระบายหนอง บางครั้งอาจต้องตัดเนื้อเยื่อและกระดูกบางส่วนออก เสริมด้วยการบำบัดออกซิเจน
  3. แผลเน่าเปื่อย เบาหวานมีผลต่อหลอดเลือดที่นิ้วและหัวแม่เท้า เมื่อเลือดไม่ไหลเวียนอาจทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นตาย รักษาด้วยการบำบัดออกซิเจนหรือผ่าตัดเพื่อนำเนื้อที่ตายออก
  4. รูปเท้าผิดปกติ เมื่อเส้นประสาทเสียหายย่อมส่งผลทำให้กล้ามเนื้อบริเวณเท้าอ่อนแรง ทำให้เท้าผิดรูป นิ้วหัวแม่เท้าเก นิ้วเท้างอจิก และฝ่าเท้าโก่งงอมากผิดปกติ
  5. การเคลื่อนของกระดูกเท้า เกิดเท้าบิดผิดรูปแบบชาร์โค เบาหวานทำให้กระดูกเท้าอ่อนแอมากพอที่จะทำให้กระดูกเท้าแตก เมื่อเส้นประสาทเกิดความเสียหายจึงทำให้ผู้ป่วยไม่ค่อยรู้ตัว คุณจะเดินไปพร้อมกับกระดูกเท้าแตกจนรูปร่างเท้าบิดผิดรูป
  6. การตัดแขนขา เกิดจากปัญหาการไหลเวียนของเลือดและเส้นประสาททำให้ผู้ป่วยเบาหวานมักไม่รู้สึกถึงอาการบาดเจ็บที่เท้าจนกระทั่งเกิดการติดเชื้อ เมื่อรักษาอาการติดเชื้อแต่อาการยังไม่ทุเลา หรือมีเลือดไหลเวียนน้อยจนทำให้เกิดเนื้อเน่า การตัดออกไปจะเป็นการแก้ปัญหาได้ดีที่สุด

 

อ้างอิงจาก

1. https://www.foothealthfacts.org/conditions/diabetic-foot-care-guidelines
2. https://www.healthline.com/health/diabetes-foot-care
3. https://www.medicalnewstoday.com/articles/317504.php
4. http://tujournals.tu.ac.th/tstj/detailart.aspx?ArticleID=132